ภาพรวมการวางระบบเครือข่ายน้ำในการศึกษา SEA
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีพื้นที่ 104.6 ล้านไร่ ปัจจุบันมีพื้นที่การเกษตรประมาณ 75.68 ล้านไร่ พัฒนาเป็นพื้นที่ชลประทานไปแล้ว 8.12 ล้านไร่ แผนพัฒนาพื้นที่ชลประทานของหน่วยงานต่างๆ 7.21 ล้านไร่ จากการวางแผนการใช้ที่ดินในอนาคตกำหนดให้เป็นพื้นที่ปลูกป่า ยางพารา และพื้นที่ชุมชนเมืองอีกรวม 5.92 ล้านไร่ การวางแผนพัฒนาโครงการเพิ่มเติมโดยใช้น้ำที่ระบายทิ้งในช่วงฤดูฝนได้อีก 3.72 ล้านไร่ ดังนั้น จะเหลือพื้นที่เกษตรน้ำฝน
ในอนาคต 50.71 ล้านไร่ แนวทางการวางโครงการเพื่อกำหนดทางเลือกในการพัฒนาโครงการระบบเครือข่ายน้ำในพื้นที่วิกฤตน้ำ 19 พื้นที่ เพื่อการแก้ไข/บรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำและปัญหาอุทกภัยอย่างยั่งยืนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีแนวทางดังนี้
1) การวางแผนพัฒนาโครงการโดยใช้น้ำภายในลุ่มน้ำให้เต็มศักยภาพ ประกอบด้วย
(1) การทบทวนแผนพัฒนาโครงการของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
(2) การวางแผนพัฒนาเพิ่มเติม โดยการศึกษาสมดุลน้ำพบว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีศักยภาพที่จะพัฒนาโครงการโดยใช้น้ำที่ระบายทิ้งในช่วงฤดูฝนได้เพิ่มอีก
(3) การเพิ่มความจุแหล่งเก็บกักน้ำตามธรรมชาติโดยการขุดลอก
2) การผันน้ำจากแม่น้ำโขงเข้ามาเพื่อเป็นแหล่งน้ำต้นทุนในฤดูแล้งให้กับพื้นที่ศักยภาพการเกษตรที่เหลือ โดยจะส่งน้ำเสริมให้ในอัตรา 500 ลบ.ม./ไร่ ประกอบด้วย
(1) ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่มาก
(2) ก่อสร้างทางลำเลียงน้ำที่เรียกว่าวงแหวนน้ำ
(3) พัฒนาสระเก็บน้ำในไร่นา
(4) การปรับปรุงเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก
จากการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลตามทางเลือกต่างๆ สรุปแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสมที่สุดคือ การผันน้ำจากแม่น้ำโขงไปเก็บในสระเก็บน้ำในไร่นาขนาด 9,000 ลบ.ม./พื้นที่ถือครอง 20 ไร่ โดยผันน้ำเฉพาะฤดูฝน 7 เดือน (พ.ค. – พ.ย.) มีองค์ประกอบหลักที่สำคัญ ดังนี้
1) สถานีสูบน้ำ ประกอบด้วย
(1) สถานีสูบน้ำแห่งที่ 1 สูบน้ำจากแม่น้ำโขงบริเวณบ้านท่าบ่อ เพื่อสูบน้ำเข้าคลองส่งน้ำสายหลัก (TB-MFC) อัตราการสูบสูงสุด 1,662 ลบ.ม./วินาที ความสูงหัวน้ำ 30 ม.
(2) สถานีสูบน้ำแห่งที่ 2 บริเวณห้วยโมง เพื่อสูบน้ำยกระดับน้ำในคลองTB-MFC อัตราการสูบสูงสุด 1,662 ลบ.ม./วินาที ความสูงหัวน้ำ 36 ม.
(3) สถานีสูบน้ำห้วยหลวง ประกอบด้วยสถานีสูบน้ำแห่งที่ 1 ที่ปากแม่น้ำห้วยหลวงผ่านปตร.ห้วยหลวง เข้ามาในลำน้ำห้วยหลวง อัตราการสูบสูงสุด 330 ลบ.ม./วินาที ความสูงหัวน้ำ 36 ม. เข้ามาในลำน้ำห้วยหลวงเป็นระยะทาง 50 กม. ตั้งสถานีสูบน้ำแห่งที่ 2 เพื่อสูบน้ำเข้าคลองส่งน้ำสาย HL-MFC อัตราการสูบสูงสุด 330 ลบ.ม./วินาที ความสูงหัวน้ำ 36 ม.
(4) สถานีสูบน้ำโขงเจียม ประกอบด้วย สถานีสูบน้ำโขงเจียม 1 สูบน้ำจากลำโดมน้อย ซึ่งเป็นสาขาของลำน้ำมูล เข้าคลองส่งน้ำไปปล่อยลงอ่างเก็บน้ำเขื่อนสิรินธร อัตราการสูบสุงสุด 321 ลบ.ม./วินาที ความสูงหัวน้ำ 60 ม. สถานีสูบน้ำโขงเจียม 2 สูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำเขื่อนสิรินธร บริเวณบ้านกลาง ต.นาโพธิ์ อ.บุณฑริก
จ.อุบลราชธานี เข้าคลองส่งน้ำสาย KC-MFC อัตราการสูบสุงสุด 321 ลบ.ม./วินาที ความสูงหัวน้ำ 36 ม.
(5) สถานีสูบน้ำดอนตาล ตั้งอยู่บริเวณบ้านโคก ต.โพธิ์ไทร อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร เพื่อสูบน้ำจากแม่น้ำโขง เข้าคลองส่งน้ำสาย DT-MFC อัตราการสูบสุงสุด 426 ลบ.ม./วินาที ความสูงหัวน้ำ 60 ม.
2) คลองส่งน้ำ ประกอบด้วย คลองส่งน้ำสายหลัก 4 สาย ความยาวรวม 1,376 กม. คลองส่งน้ำสายรอง 15 สาย ความยาวรวม 2,125 กม.
3) โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนเพื่อเสริมพลังงานไฟฟ้าให้กับสถานีสูบน้ำ ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าพลังงานลม โรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล และโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์
4) ระบบกระจายน้ำในพื้นที่ พื้นที่ภายในวงแหวน จะใช้ระบบกระจายน้ำด้วยคลองส่งน้ำตามแรงโน้มถ่วง คิดเป็นพื้นที่ศักยภาพการเกษตรประมาณ 45.13 ล้านไร่ และพื้นที่ที่สูบจากน้ำโขงโดยตรง 2.71 ล้านไร่ (พื้นที่สูบน้ำ
จ.เลย บึงกาฬ นครพนม และมุกดาหาร) รวมเป็นพื้นที่ศักยภาพการเกษตรทั้งหมด 47.84 ล้านไร่
5) ขุดสระเก็บน้ำขนาด 9,000 ลบ.ม./พื้นที่ถือครอง 20 ไร่ (พื้นที่ขุดสระ 2 ไร่ หรือร้อยละ 10) เพื่อใช้เป็นแหล่งรับน้ำที่ผันมาเก็บไว้ คิดเป็นปริมาตรน้ำผันรวม 17,567 ล้าน ลบ.ม.
6) การบริหารจัดการน้ำโดยการสูบน้ำจากแม่น้ำโขงมาเติมให้แหล่งเก็บกักน้ำ
จากการศึกษาการบริหารจัดการน้ำของอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ จำนวน 13 แห่ง โดยมีสมมุติฐานว่าเมื่อมีการพัฒนาโครงการระบบเครือข่ายน้ำในพื้นที่วิกฤตน้ำ 19 พื้นที่ เมื่อสิ้นสุดฤดูฝนน้ำในอ่างฯ จะมีปริมาตรเก็บกักร้อยละ 70 สามารถเติมน้ำในช่วงปลายฤดูฝนเฉลี่ยร้อยละ 30 ของปริมาตรเก็บกักปกติ อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้ง 13 แห่ง อาคารระบายน้ำล้นกรณีไม่มีบานระบายระดับจะเท่ากับระดับเก็บกักปกติ ส่วนกรณีมีบานระบายระดับจะสูงกว่าระดับเก็บกัก 0.50 เมตร หากต้องการเพิ่มความจุจะต้องทำการปรับปรุงทั้งอาคารระบายน้ำล้นและยกสันเขื่อนขึ้น ซึ่งจะไม่ดำเนินการ
การปรับปรุงอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง และขนาดเล็ก ให้สามารถเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้น โดยมีค่าแฟคเตอร์ความปลอดภัยของตัวเขื่อน (Factor of Safety) ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้กำหนดให้อ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดเล็ก ให้มีระดับเก็บกักเพิ่มขึ้นอีก 1.3 และ 0.5 เมตร ตามลำดับ ซึ่งจะมีปริมาตรเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 50 ของความจุเดิม สรุปได้ดังนี้ (จะต้องดำเนินการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำรวจและออกแบบรายละเอียดโครงการปรับปรุงเพื่อเพิ่มความจุเก็บกักอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง และอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก)
1) เพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ จำนวน 10 โครงการ ประกอบด้วย เขื่อนอุบลรัตน์ ลำปาว ห้วยหลวง น้ำอูน มูลบน ลำแซะ ลำตะคอง ลำนางรอง ลำพระเพลิง และลำปลายมาศ ความจุเก็บกักเดิม 5,946 ล้าน ลบ.ม. ปริมาตรน้ำที่เพิ่ม 1,261 ล้าน ลบ.ม.
2) เพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง จำนวน 277 โครงการ ความจุเก็บกักเดิม 1,708.52 ล้าน ลบ.ม. ปริมาตรน้ำที่เพิ่มขึ้น 1,366.82 ล้าน ลบ.ม.
3) เพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก จำนวน 1,992 โครงการ ความจุเก็บกักเดิม 578.4 ล้าน ลบ.ม. ปริมาตรน้ำที่เพิ่มขึ้น 462.72 ล้าน ลบ.ม.
คิดเป็นปริมาตรน้ำผันรวม 5,882 ล้าน ลบ.ม. นอกจากนี้ยังผันน้ำเพื่อกิจกรรมอื่นๆ อีกรวม 794 ล้าน ลบ.ม. ส่งน้ำครอบคลุมพื้นที่ศักยภาพการเกษตรประมาณ 47.84 ล้านไร่ คิดเป็นพื้นที่ชลประทาน 39.71 ล้านไร่ ปริมาณน้ำผันปีละ 24,243 ล้าน ลบ.ม. สรุปได้ดังนี้
ลำดับที่ |
สถานีสูบน้ำ |
พื้นที่ศักยภาพ (ล้านไร่) |
อัตราการสูบ (ลบ.ม./วินาที) |
ปริมาณน้ำผัน (ล้าน ลบ.ม.) |
การเกษตร |
ชลประทาน |
| 1 |
ท่าบ่อ |
26.02 |
21.60 |
1,662 |
15,106 |
| 2 |
ห้วยหลวง |
4.86 |
4.03 |
330 |
2,206 |
| 3 |
บึงกาฬ |
0.97 |
0.81 |
3 |
39 |
| 4 |
นครพนม |
1.08 |
0.90 |
33 |
215 |
| 5 |
มุกดาหาร |
0.46 |
0.38 |
9 |
92 |
| 6 |
ดอนตาล |
5.57 |
4.62 |
426 |
2,926 |
| 7 |
โขงเจียม |
8.68 |
7.20 |
321 |
3,579 |
| 8 |
เลย |
0.2 |
0.17 |
6 |
80 |
| รวม |
47.84 |
39.71 |
- |
24,243 |
ภาพรวมการวางระบบเครือข่ายน้ำในการศึกษา FS
ตัวอย่างระบบเครือข่ายน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยหลวง
ระบบเครือข่ายน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยหลวง มีองค์ประกอบโครงการดังนี้
- ระบบท่อส่งน้ำและสถานีสูบน้ำ
องค์ประของระบบท่อส่งน้ำและสถานีสูบน้ำในระบบเครือข่ายน้ำของพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยหลวง ระยะที่ 1 จำนวน 139 เครือข่าย และระยะที่ 2 จำนวน 158 เครือข่าย รายละเอียดแสดงในตารางที่ 1.1-1
ตารางที่ 1.1-1 องค์ประกอบโครงการประเภทระบบท่อส่งน้ำและสถานีสูบน้ำ
ลำดับ |
องค์ประกอบ |
ระยะที่ 1 |
ระยะที่ 2 |
จำนวน |
หน่วย |
จำนวน |
หน่วย |
| 1 |
สถานีสูบน้ำแบบ Vertical ขนาด 0.75-1.7 ลบ.ม./วินาที |
78 |
แห่ง |
120 |
แห่ง |
| 2 |
สถานีสูบน้ำแบบแพ ขนาด 0.75-1.7 ลบ.ม./วินาที |
42 |
แห่ง |
- |
แห่ง |
| 3 |
ท่อส่งน้ำสายรอง ขนาด 600-1200 มม. |
460,190 |
ม. |
451,959 |
ม. |
| 4 |
ท่อส่งน้ำสายย่อย ขนาด 300-600 มม. |
242,602 |
ม. |
419,668 |
ม. |
| 5 |
ระบบจ่ายน้ำกลุ่มเกษตรกร |
358,991 |
ไร่ |
775,765 |
ไร่ |
หมายเหตุ: ระยะที่ 1 ประกอบด้วยระบบท่อส่งน้ำแบบ Gravity จำนวน 19 แห่ง
ระยะที่ 2 ประกอบด้วยระบบท่อส่งน้ำแบบ Gravity จำนวน 38 แห่ง
- แหล่งเก็บกักน้ำ
การปรับปรุงแหล่งเก็บกักน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยหลวง ได้พิจารณาปรับปรุงตามขนาดของพื้นที่แหล่งน้ำที่เป็นที่สาธารณะที่สามารถดำเนินการได้ กำหนดความลึกที่สามารถขุดลอกได้โดยไม่เกิดผลกระทบจากการเคลื่อนตัวของเกลือ ปรับปรุงเสริมคันให้สูงกว่าระดับดินเดิมเพื่อเพิ่มระดับเก็บกักเฉพาะในกรณีที่มีน้ำไหลหลากสูงกว่าระดับดินเดิม กำหนดให้ระดับคันสูงกว่าระดับน้ำไหลหลากไม่น้อยกว่า 0.50 ม. หรืออาจใช้วิธีสูบน้ำยกระดับเข้าไปเติมในแหล่งน้ำที่ยกระดับคันสูงกว่าดินเดิม และปรับปรุงอาคารควบคุมน้ำเข้าออกจากแหล่งน้ำ เพื่อให้สามารถเก็บกักน้ำในแหล่งน้ำนั้นให้ได้มากที่สุด แหล่งเก็บกักน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยหลวง ได้ดำเนินการปรับปรุงทั้งหมดในระยะที่ 1 จำนวน 408 แห่ง
- ขุดลอกลำน้ำและฝาย/ปตร.
การขุดลอกลำน้ำ และก่อสร้างฝาย/ปตร. เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำที่เก็บกักและยกระดับน้ำในลำน้ำ ได้พิจารณาปรับปรุงตามขนาดของลำน้ำที่เป็นที่สาธารณะที่สามารถดำเนินการได้ กำหนดความลึกที่สามารถขุดลอกได้โดยไม่เกิดผลกระทบกับการระบายน้ำ ปรับปรุงเสริมคันตลิ่ง 2 ข้างให้สูงกว่าระดับดินเดิมเพื่อเพิ่มระดับเก็บกักแต่ต้องไม่กระทบกับการระบายน้ำของพื้นที่ด้านนอกคัน ต้องสามารถระบายน้ำได้โดยไม่ท่วมขัง ความสูงคันตลิ่ง 2 ข้างลำน้ำ ต้องสูงกว่าระดับน้ำหลากสูงสุดที่รอบการเกิด 25 ปี ไม่น้อยกว่า 0.5 ม. เพื่อมิให้เกิดปัญหากีดขวางการระบายน้ำในฤดูฝนและลดผลกระทบด้านระบบนิเวศน์ของลำน้ำ ลักษณะของฝายปิดกั้นลำน้ำ จะออกแบบเป็นอาคารบังคับน้ำประเภทปตร. เพื่อลดผลกระทบดังกล่าว ในพื้นที่ลุ่มห้วยหลวง มีการปรับปรุงลำน้ำระยะที่ 1 จำนวน 14 แห่ง และก่อสร้างฝาย/ปตร. ในระยะที่ 1 จำนวน 16 แห่ง สำหรับการปรับปรุงลำน้ำระยะที่ 2 มีจำนวน 46 แห่ง และก่อสร้างฝาย/ปตร. ในระยะที่ 2 มีจำนวน 32 แห่ง