การศึกษาทางด้าน SIA

การศึกษาผลกระทบด้านสังคม
(Social Impact Assessment : SIA)

1. บทนำ

คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2553 อนุมัติตามที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติเสนอให้กรมทรัพยากรน้ำ ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการน้ำและทรัพยากรอื่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างบูรณาการและยั่งยืน รวมทั้งการพัฒนาระบบเครือข่ายน้ำไปยังพื้นที่วิกฤตน้ำที่ขาดแคลนน้ำอย่างเร่งด่วน โดยทำการศึกษาและจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA) ศึกษาจัดทำรายงานผลกระทบด้านสุขภาพ (Health Impact Assessment: HIA) และศึกษาการประเมินผลกระทบด้านสังคม (Social Impact Assessment: SIA) สำหรับโครงการระบบเครือข่ายน้ำในพื้นที่วิกฤติน้ำ 19 พื้นที่ เพื่อเป็นกระบวนการในการตัดสินใจให้เกิดความยั่งยืนทุกมิติอย่างมีประสิทธิภาพ และให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล แผนพัฒนา และยุทธศาสตร์ของประเทศ และภูมิภาค

งานศึกษาผลกระทบด้านสังคม (Social Impact Assessment: SIA) สำหรับโครงการระบบเครือข่ายน้ำในพื้นที่โครงการนั้น จะดำเนินการศึกษาและประเมินผลกระทบด้านสังคม โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน ตลอดจนการกำหนดมาตรการและแผนแก้ไขผลกระทบทางสังคม ประเมินผลกระทบตามระยะการพัฒนาครอบคลุมทุกประเด็นที่เกี่ยวข้อง โดยใช้แนวทางการประเมินผลกระทบทางสังคม ตามคู่มือระบบการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ฉบับเดือนเมษายน 2553 ที่จัดทำโดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

2. วัตถุประสงค์ของการศึกษาผลกระทบด้านสังคม

  1. เพื่อศึกษาลักษณะทางสังคมของประชาชนในพื้นที่โครงการ
    ประกอบด้วยโครงสร้างสังคม ความเป็นอยู่ วิถีชีวิตประชาชน ลักษณะชาติพันธุ์ ชนเผ่า ชุมชนดั้งเดิม กลุ่มผู้ด้อยโอกาส วัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อต่างๆ ของประชาชน
  2. เพื่อศึกษาและคาดการณ์ผลกระทบทางสังคมของโครงการที่จะเกิดขึ้นแก่ประชาชน
    และวิถีชีวิตของประชาชนในชุมชน วัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อของคนในชุมชนของพื้นที่โครงการ
  3. เพื่อป้องกันและลดผลกระทบในทางลบที่อาจเกิดขึ้นจากโครงการ
    ต่อชุมชนและวิถีชีวิตของชุมชนโดยเฉพาะกับชุมชนดั้งเดิม ชนเผ่าหรือกลุ่มผู้ด้อยโอกาส เช่น คนยากจน ผู้หญิง เด็ก ผู้สูงอายุ และคนพิการ ผลกระทบที่โครงการจะต้องศึกษาให้ครอบคลุมคือ ผลกระทบที่อาจมีขึ้นในด้านสาธารณสุข วัฒนธรรม ความเชื่อและค่านิยม พร้อมทั้งประเด็นการศึกษาที่โครงการจะต้องให้ความสำคัญค่อนข้างมากคือ การลดผลกระทบอันเนื่องมาจากการโยกย้ายถิ่นฐาน การเวนคืนที่ดิน และการจ่ายค่าชดเชย การหาทางป้องกันหรือการลดผลกระทบในทางลบนี้จะสามารถช่วยลดช่องว่างและความเสี่ยงต่อการเกิดความขัดแย้งหรือการเผชิญหน้าระหว่างกลุ่มของผู้มีส่วนได้เสีย
  4. เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาทางเลือกของโครงการ
    และการปรับเปลี่ยนโครงการให้สอดคล้องกับสภาพชุมชนและสังคมในพื้นที่
  5. เพื่อให้ผู้ตัดสินใจโครงการพิจารณาว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นที่ยอมรับได้
    และคุ้มค่ากับประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากโครงการ
  6. เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วม โดยผู้มีส่วนได้เสียได้มีโอกาสแสดงทัศนะแลกเปลี่ยนข้อมูล
    และความคิดเห็นเพื่อแสวงหาทางเลือกและการตัดสินใจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการที่เหมาะสม และเป็นที่ยอมรับร่วมกันทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
  7. เพื่อนำผลการประเมินผลกระทบด้านสังคม
    สามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาขีดความสามารถเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการได้มากขึ้น

3. กรอบแนวคิด ขั้นตอนและกระบวนการทำการประเมินผลกระทบด้านสังคม

งานศึกษาผลกระทบด้านสังคม (Social Impact Assessment: SIA) สำหรับโครงการระบบเครือข่ายน้ำในพื้นที่โครงการนั้น จะดำเนินการศึกษาและประเมินผลกระทบด้านสังคม โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน ตลอดจนการกำหนดมาตรการและแผนแก้ไขผลกระทบทางสังคม ประเมินผลกระทบตามระยะการพัฒนาครอบคลุมทุกประเด็นที่เกี่ยวข้อง โดยใช้แนวทางการประเมินผลกระทบทางสังคม ตามคู่มือระบบการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ฉบับเดือนเมษายน 2553 ที่จัดทำโดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขั้นตอนและกระบวนการทำการประเมินผลกระทบด้านสังคม มีรายละเอียดดังนี้

  1. รวบรวมข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) เช่น เอกสารผลการสำรวจหรือสังเกตการณ์ รายงานประจำปี รายงานผลการศึกษา เป็นต้น จากแหล่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

  2. สำรวจภาคสนามเพื่อเก็บข้อมูลปฐมภูมิ และทำการสุ่มตัวอย่างทางสังคมในด้านที่มีผลกระทบ ที่มีนัยสำคัญ และสอดคล้องกับข้อกำหนดการศึกษา เพื่อนำมาประกอบการประเมินผลกระทบด้านสังคม ประกอบด้วยกิจกรรมต่างๆ ดังนี้

    • สำรวจภาคสนามด้วยแบบสอบถาม ประชาชนทั่วไป
    • สัมภาษณ์เจาะลึกในกลุ่มผู้นำชุมชน ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง
    • การสนทนากลุ่ม
    • การฝึกอบรมอาสาสมัครเครือข่ายนักวิจัยท้องถิ่น
    • การประชุมชี้แจงต่อสาธารณะ

  3. วิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมได้ตามข้อ (1) และ (2) เพื่อเลือกสรรข้อมูลที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์หรือที่เชื่อถือได้ ตามด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลทางด้านสถิติ

  4. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสภาพทางสังคม และผลกระทบขององค์ประกอบต่างๆ ของโครงการและของโครงการ เพื่อทำให้การประเมินผลกระทบทางสังคม การเสนอมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบได้ผลสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยมีขั้นตอนดังนี้

    • กำหนดมาตรการป้องกัน และแก้ไขผลกระทบด้านสังคม ซึ่งประกอบไปด้วย ความพยายามหลีกเลี่ยงหรือลดโอกาสที่จะต้องโยกย้ายถิ่นฐานของชุมชน การเตรียมแผนและงบประมาณอย่างเพียงพอในการป้องกัน และ
      ลดผลกระทบ และการให้ข้อมูลข่าวสารและการหารือกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง
    • กำหนดมาตรการลดผลกระทบด้านสังคมของโครงการแก่ผู้มีส่วนได้เสีย สำหรับชุมชนในพื้นที่โครงการและกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ได้แก่ สุขภาพของประชาชน ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม สุนทรียภาพ ตลอดจนการคมนาคมขนส่งและการชดเชย
    • กำหนดแผนการดำเนินการติดตามตรวจสอบแผนป้องกัน และลดผลกระทบด้านสังคมอย่างมีส่วนร่วม โดยให้ผู้มีส่วนได้เสียเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการติดตามและประเมินผล
    • กำหนดมาตรการการติดตามตรวจสอบผลกระทบด้านสังคมในด้านต่างๆ ตามข้อ 1)

4. ขั้นตอนและกิจกรรมการมีส่วนร่วมของประชาชน

การประเมินผลกระทบด้านสังคมในกระบวนการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาโครงการ

ขั้นตอนการพัฒนาโครงการ /
ขั้นตอนการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม
หลักการการมีส่วนร่วม
กิจกรรมการมีส่วนร่วม

1. ขั้นการวางแผนและเตรียมการ

1.1 ขั้นก่อนการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ

ในขั้นตอนการวางแผนและเตรียมการนี้โครงการควรเน้น
  1. การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารอย่างเป็นระบบต่อผู้มีส่วนได้เสีย

  2. ทำการประเมินผลกระทบทางสังคมเบื้องต้นอย่างมีส่วนร่วม โดยคำนึงถึงเนื้อหา เทคนิควิธีการที่สามารถให้ผู้มีส่วนได้เสียได้เข้าร่วมในกระบวนการศึกษาเบื้องต้นให้มากที่สุดโดยในขั้นตอนนี้ ผู้ศึกษาจำเป็นที่จะต้องให้ข้อมูลโครงการและทำการหารือกับกลุ่มต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนด แนวโน้มผลกระทบสิ่งแวดล้อมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมทางสังคมของโครงการออกแบบ และหาทางเลือกเกี่ยวกับที่ตั้งของโครงการและเลือกองค์ประกอบที่สำคัญที่จะสามารถช่วยกำหนดประเด็นและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้

  3. ทำการจัดเก็บข้อมูลและจัดการหารือกับผู้มีส่วนได้เสียในทุกกลุ่ม ในประเด็นสำคัญ ๆ ต่าง ๆ โดยเฉพาะ
  1. การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของโครงการให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียทราบตามข้อ 7 ของระเบียบ
  • เหตุผลความจำเป็นและวัตถุประสงค์ของโครงการ
  • สาระสำคัญของโครงการ
  • ผู้ดำเนินการ
  • สถานที่จะดำเนินการ
  • ขั้นตอนและระยะเวลาดำเนินการ
  • ผลผลิตและผลลัพธ์ของโครงการ ผลประโยชน์ในด้านบวกที่ผู้มีส่วนได้เสียแต่ละกลุ่มจะได้รับ
  • ผลกระทบในด้านลบที่อาจเกิดขึ้นแก่ประชาชนที่อยู่อาศัย หรือประกอบอาชีพอยู่ในสถานที่จะดำเนิน โครงการและพื้นที่ใกล้เคียงและประชาชนทั่วไป รวมทั้งมาตรการป้องกันแก้ไขความเดือดร้อนหรือ ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากผลกระทบดังกล่าว
  • ประมาณการค่าใช้จ่ายในกรณีที่หน่วยงานของรัฐจะเป็นผู้ดำเนินโครงการของรัฐเองให้ระบุที่มาของ เงินที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินโครงการด้วย และตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. 2548
    กรณี
    มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน กำหนดเวลาการเปิดเผยข้อมูลให้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนเริ่มดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน

    รวมทั้งให้เจ้าของโครงการหรือหน่วยงานของรัฐประกาศสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นให้ประชาชนทราบภายในสิบห้าวันภายหลังวันที่เสร็จสิ้นการรับฟังความคิดเห็น
  1. จัดทำแผนงานการให้ข้อมูลข่าวสารและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียในขั้นตอนต่าง ๆ ของโครงการ และประกาศให้ผู้มีส่วนได้เสียทราบล่วงหน้า เพื่อที่ชุมชนจะสามารถเข้าร่วมการหารือได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1.2 ขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้และ รายละเอียดของโครงการ/การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ในขั้นการนี้เป็นขั้นตอนที่ทางโครงการทราบแล้วว่าโครงการอาจก่อให้เกิดผลกระทบอันมีนัยสำคัญทางสิ่งแวดล้อมหรือโครงการมีความจำเป็นที่จะต้องทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งหากโครงการมีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นและการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมทางสังคมมาก่อน ให้นำผลการศึกษาเบื้องต้นมาประกอบการพิจารณากำหนดขอบเขตการศึกษา ดังนั้น การมีส่วนร่วมในขั้นนี้เป็นการให้ข้อมูลร่างข้อเสนอโครงการและขอบเขตการศึกษารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบตั้งแต่ต้น หากมีประเด็นที่ประชาชนเป็นห่วงเป็นใย จะได้ทำการศึกษาให้ครอบคลุมในขั้นต่อไป
  1. โครงการเสนอร่างข้อเสนอโครงการและขอบเขตการศึกษาต่อประชาชนโดยการประกาศให้ประชาชนและ ผู้มีส่วนได้เสียทราบ
    (ตามข้อ 7 ของระเบียบสำนักนายกฯ)

    เพื่อให้ข้อเสนอแนะต่อโครงการควรมีการปิดประกาศไว้โดยเปิดเผย ณ สถานที่ปิดประกาศของหน่วยงานท้องถิ่นของรัฐ สถานที่ที่จะดำเนินโครงการ และชุมชนที่เกี่ยวข้อง หากทางโครงการจะจัดให้มีการหารือกับชุมชนในเรื่องนี้โครงการควรที่จะประกาศให้ชุมชนทราบรายละเอียดกาหารือ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า
    สิบห้าวันก่อนการหารือ

  2. ทำการจัดเก็บข้อมูลและจัดการหารือกับผู้มีส่วนได้เสียในทุกกลุ่ม
    ในประเด็นสำคัญ ๆ ต่าง ๆ โดยเฉพาะแนวทางเบื้องต้น และมาตรการป้องกัน
    และแก้ไขผลกระทบ

  3. ข้อเสนอแนะทั้งหมดที่ได้จากการศึกษา
    และการหารือต้องนำมาผนวกไว้ในรายงานฉบับสุดท้ายสำหรับ โครงการใหญ่และซ้ำซ้อนควรดำเนินการปรึกษาหารือและต้องแน่ใจว่าการหารือนั้น ครอบคลุม ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม

  4. วางแผนการมีส่วนร่วมของประชาชนสำหรับขั้นตอนต่อไป
    กรณีมีการเวนคืนหรือโยกย้ายชุมชน

  5. จัดให้มีการวางแผนการโยกย้ายชุมชน และการชดเชยค่าเสียหาย
    โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนที่ได้รับผลกระทบต่อไป

  6. โครงการจะต้องจัดส่งรายงานการหารือกลับให้ชุมชนทราบ
    ควรปิดประกาศรายงานภายใน 15 วัน หลังการหารือ

1.3 ขั้นการศึกษาขั้นสุดท้าย

เปิดเผยร่างรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้ประชาชนและ ผู้มีส่วนได้เสียให้ข้อเสนอแนะ
  1. เปิดเผยร่างรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม
    ให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียเพื่อให้ข้อเสนอแนะ โดยควรให้เวลาประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียไม่น้อยกว่า 30 วัน ทั้งนี้ต้องสรุปผลการประชุมหารือ และข้อเสนอแนะเตรียมเสนอมาตรการป้องกัน และแก้ไขผลกระทบ
    สิ่งแวดล้อมและมาตรการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม

  2. ควรจัดเวทีสาธารณะ (Public Meetings)* หรือทำประชาพิจารณ์(Public Hearings)
    ในขั้นร่างรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบ
    สิ่งแวดล้อม เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องให้ข้อเสนอแนะและพิจารณามาตรการป้องกันและ แก้ไข
    ผลกระทบสิ่งแวดล้อม
    * จะมีการดำเนินการโดยฝ่ายประชาสัมพันธ์และมวลชนสัมพันธ์ในเชิงรุก


2. ขั้นการพิจารณารายงาน

ให้ข้อมูลผู้รับผิดชอบในการพิจารณาและขั้นตอนการพิจารณาพร้อมทั้งระยะเวลา
  1. ให้ข้อมูลผู้รับผิดชอบในการพิจารณาและขั้นตอนการพิจารณาพร้อมทั้งระยะเวลา

  2. ในช่วงระหว่างการพิจารณานี้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถส่งข้อเสนอแนะให้ทางคณะกรรมการเพื่อเป็นข้อมูลเพิ่มเติมในการพิจารณาอนุมัติ

  3. ผลการพิจารณารายงาน ควรต้องแจ้งผู้ได้รับผลกระทบ ชุมชนที่เกี่ยวข้อง และสาธารณชนได้รับทราบ

3. ขั้นการดำเนินการและติดตามผล
  1. ให้ข้อมูลกับผู้ได้รับผลกระทบและชุมชนท้องถิ่นเป็นระยะ ๆ ในระหว่างการก่อสร้าง
  2. กระตุ้นให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการติดตาม
  3. ในช่วงของการดำเนินการและติดตามผล โครงการจะต้องจัดให้มีการเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่องค์กรที่ได้รับผลประโยชน์ การเสริมสร้างขีดความสามารถให้แก่ชุมชนเป้าหมายในการรับประโยชน์จากโครงการ
  1. ให้ข้อมูลผลการอนุมัติโครงการแก่ผู้มีส่วนได้เสีย และสาธารณชนในระยะเวลาที่เหมาะสมไม่ควรเกิน 15 วัน หลังการอนุมัติ อาจใช้วิธีการปิดประกาศในหน่วยการปกครองท้องถิ่นและสถานที่ตั้งโครงการ หรืออาจใช้ วิธีการสื่อสารอื่น เช่น เสียงตามสาย วิทยุชุมชน ประกาศในหนังสือพิมพ์ ทั้งนี้ ให้เหมาะสมกับขนาดและลักษณะของโครงการ

  2. จัดตั้งศูนย์ให้ข้อมูลกับประชาชนอย่างเป็นระบบ

  3. พยายามสนับสนุนให้มีการติดตามประเมินผลอย่างมีส่วนร่วม อาจมีการตั้งคณะทำงานแบบหลายฝ่ายขึ้นเพื่อทบทวน ติดตามการทำงานเทคนิคการติดตามอาจใช้การประชุมสรุปการทำงานของโครงการเป็นระยะๆ หรือดำเนินการสำรวจผู้ได้รับผลประโยชน์และผู้รับผลกระทบจากโครงการ

  4. ให้ข้อมูลแผนการติดตามที่กำหนดลักษณะการเก็บข้อมูล รูปแบบการติดตามผล ระยะเวลาและแนวทาง การมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการติดตาม

  5. จัดการทบทวนและการประเมินประสิทธิภาพของกระบวนการประเมินผลกระทบและแผนการลดผลกระทบร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียเป็นระยะ ๆ

  6. จัดกิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพของประชาชนเป้าหมายเพื่อให้ได้รับผลประโยชน์จากโครงการอย่างเต็มที่
หมายเหตุ : ในการศึกษาครั้งนี้จะอยู่ในขั้นการวางแผนและเตรียมการเท่านั้น ไม่รวมขั้นการดำเนินการและติดตามผล
ที่มา : ระบบการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อม, 2553

5. หลักเกณฑ์การประเมินผลกระทบด้านสังคม

ภายใต้แนวคิด “การพัฒนาต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อที่ว่าประชาชนเป็นทั้งทรัพยากรและผู้รับประโยชน์ในการพัฒนา การพัฒนาควรทำให้ประชาชนเป็นฝ่ายที่มีบทบาทการพัฒนา เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ควรพยายามรักษาดุลยภาพระหว่างการแสวงหาโอกาสและการให้โอกาสระหว่างประชาชนและสถาบันสังคมทั้งหลาย การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นควรมีความสอดคล้องกลมกลืนกับวัฒนธรรมเดิม โดยประชาชนเป็นผู้พิจารณารับและปรับเปลี่ยนตามที่เขาเห็นว่าเหมาะสมแทนที่จะเป็นการยัดเยียดให้” ดังนั้นการประเมินผลกระทบด้านสังคมสำหรับพื้นที่น้ำเชิญ-น้ำพรม ในโครงการระบบเครือข่ายน้ำในพื้นที่วิกฤติน้ำ 19 พื้นที่ จึงจะเน้นศึกษาในประเด็นสำคัญและประเด็นที่ประชาชนแสดงความกังวลห่วงใย

ในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมทางสังคมนั้นยังไม่มีการตั้งมาตรฐานขอบเขตที่ชัดเจนแน่นอน ดังนั้นการจะวัดว่าประเด็นใดเป็นประเด็นที่สำคัญนั้น จะกำหนดโดยการใช้กระบวนการหารือร่วมกับมุมมองของผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีความหมายอย่างแท้จริงกับผู้มีส่วนได้เสียในทุกกลุ่ม

สำหรับประเด็นการโยกย้ายถิ่นฐาน การเวนคืนที่ดิน และการจ่ายค่าชดเชย โดยเฉพาะในกรณีที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มชนดั้งเดิม ชนเผ่า กลุ่มผู้ด้อยโอกาส เช่น เด็ก สตรี ผู้สูงอายุ คนยากจน และผู้พิการถือเป็นประเด็นที่สำคัญมากที่จะต้องได้รับการพิจารณาดูแลเป็นพิเศษ ส่วนระดับความสำคัญของผลกระทบด้านอื่นๆ นั้นขึ้นอยู่กับข้อมูลทางเทคนิค และข้อพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญและความคิดเห็นของชุมชน ถ้าพบว่าจะก่อให้เกิดผลกระทบที่รุนแรงด้านใด กลุ่มบริษัทที่ปรึกษาจะทำการศึกษรายละเอียดในประเด็นนั้นๆ ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยจะทำควบคู่ไปกับการวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม

ในการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมทางสังคมแบบมีส่วนร่วมนั้นจะทำการประมวลข้อมูลประชากร สภาพเศรษฐกิจ สังคม และกายภาพของชุมชน และประเมินสภาพสังคมของชุมชนเพื่อเป็นภาพรวมของชุมชนที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ การศึกษาจะตั้งข้อสังเกตและคาดการณ์ถึงผลกระทบทางสังคมที่อาจเกิดขึ้น พิจารณาความสัมพันธ์และความสอดคล้องระหว่างข้อมูลของโครงการและสภาพเศรษฐกิจ สังคม และวิถีชีวิตโดยรวมของชุมชนและทำการหารือกับชุมชนเพื่อสร้างความเข้าใจและแสวงหาแนวคิดของชุมชนต่อโครงการในด้านต่างๆ

6. ขอบเขต วัตถุประสงค์และวิธีการศึกษา

ขอบเขตการศึกษาผลกระทบทางสังคม ประกอบด้วย

ในการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านสังคมนี้ ที่ปรึกษาได้ดำเนินการศึกษาตามแนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชน และการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมทางสังคมในกระบวนการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ของสำนักวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ปี 2549 โดยอาศัยผลการศึกษาคุณค่าต่อการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ และคุณค่าต่อคุณภาพชีวิตของการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการเป็นฐานสำหรับการประเมิน โดยมีขอบเขตการศึกษาดังนี้

  1. ทำการแยกแยะกลุ่มคนที่จะได้รับผลกระทบทางตรงและทางอ้อม
  2. ศึกษาสภาพเศรษฐกิจสังคม วัฒนธรรม ของผู้ได้รับผลกระทบ
    เพื่อดูแนวโน้มผลกระทบของโครงการ
  3. ทำความเข้าใจกับองค์กรชุมชนและกระบวนการตัดสินใจของชุมชน
  4. ศึกษาชนิดและระดับของผลกระทบ
    โดยมุ่งเน้นถึงผลกระทบทางลบที่รุนแรง ผลกระทบถาวร ผลกระทบต่อเนื่อง ผลกระทบที่มีโอกาสเกิดขึ้นสูง
    และผลกระทบในวงกว้าง
  5. ศึกษามาตรการป้องกันและลดผลกระทบทางลบ และเพิ่มกิจกรรมและมาตรการที่เป็นประโยชน์หรือส่งผลกระทบทางบวกต่อชุมชน
  6. ประเมินนโยบายและขีดความสามารถของผู้เสนอโครงการ ในการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมทางสังคมนี้ โดยพิจารณาแผนปฏิบัติการด้านสิ่งแวดล้อมในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการประกอบเป็นฐานสำหรับการประเมิน