2. ขอบเขตการศึกษา
เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ และสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 57 วรรค 2, มาตรา 67 วรรค 2 และเป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับฟังความเห็นของประชาชน พ.ศ. 2548 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2548 และระเบียบหรือแนวทางปฏิบัติอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการด้านการประชาสัมพันธ์และการมีส่วนร่วม กลุ่มบริษัทที่ปรึกษาจะต้องดำเนินการตามหลักการที่สำคัญ คือ การให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มโครงการและต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความเข้าใจและยินดีที่จะมีส่วนร่วมในการให้ข้อคิดเห็น และให้ข้อแนะนำเพื่อสะท้อนสภาพปัญหาในพื้นที่ซึ่งเป็นการสนองความต้องการของประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และมีเป้าประสงค์สูงสุด คือ ให้ประชาชนยอมรับ สนับสนุนโครงการโดยไม่เกิดความขัดแย้ง ทั้งนี้ การดำเนินงานด้านการประชาสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของประชาชนมีองค์ประกอบและภารกิจที่สำคัญ คือ
- การประชาสัมพันธ์ (Public Relation : PR) เป็นวิธีการให้ข้อมูล (Inform) ทางเดียวเป็นหลัก โดยการจัดประชุมสัมมนา จดหมายข่าว/แผ่นพับ และการเผยแพร่ผ่าน website และสื่อท้องถิ่น เป็นต้น
- การมีส่วนร่วมของประชาชน (Public Participation : PP) เป็นวิธีการให้ประชาชนกลุ่ม เป้าหมายหรือผู้มีส่วนได้เสียเข้ามาร่วมทำความเข้าใจถึงลักษณะสำคัญและรายละเอียดของโครงการ รวมถึงมีส่วนเกี่ยวข้อง (Involve) ตั้งแต่เริ่มโครงการ และเป็นการเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนได้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ในการให้ข้อมูล ความรู้หรือคำแนะนำ ซึ่งจะสะท้อนสภาพปัญหา ความต้องการ และความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้กลุ่มบริษัทที่ปรึกษาสามารถรวบรวมประเด็นต่างๆ และนำมาวิเคราะห์ได้อย่างละเอียดรอบคอบ และทำให้เกิดการมีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงการระหว่างกลุ่มต่างๆ และร่วมแก้ไขปัญหาให้เป็นไปตามที่เห็นพ้องกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยวิธีการที่ใช้ ได้แก่ การจัดประชุมสัมมนา การประชุมรับฟังความคิดเห็น การประชุมกลุ่มย่อย การสำรวจความคิดเห็น การร่วมศึกษาพื้นที่ เป็นต้น
วิธีการทั้งสองนี้ คือ PP และ PR ซึ่งจะนำมาใช้ในกระบวนการศึกษาตั้งแต่เริ่มงานต่อเนื่องไปจนสิ้นสุดโครงการ และในอนาคตหากมีการพัฒนาโครงการก็จะต้องดำเนินการ PP และ PR ในพื้นที่และติดตามผลโดยต่อเนื่อง
การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งให้ผลประโยชน์และก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ ดังนั้น กลุ่มบริษัทที่ปรึกษาจึงได้กำหนดแนวทางการประชาสัมพันธ์และการจัดเวทีการประชุมสัมมนา ให้เป็นกระบวนการอย่างต่อเนื่อง ทั่วถึง และเชื่อมโยงปัญหา และกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ ทั้งนี้ได้กำหนดกลยุทธ์หลักไว้ ดังนี้
- การประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องและทั่วถึง
- การให้ประชาชน/ชุมชน/องค์กรที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมคิดร่วมทำ
- การเตรียมความพร้อมมวลชนก่อนการพัฒนาโครงการ
กลุ่มบริษัทที่ปรึกษาเชื่อมั่นว่าการดำเนินการตามกลยุทธ์ทั้ง 3 ที่เสนอในข้างต้นจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่คาดหวังที่สำคัญ คือ ประชาชนยอมรับและไม่คัดค้าน/ต่อต้านการพัฒนาโครงการ (รูปที่ 4.2-1)
2.1 กลุ่มเป้าหมายและขอบเขตดำเนินการ
การดำเนินงานประชาสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมในโครงการนี้ มีกลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้องในช่วงการศึกษา FS, EIA, HIA และ SIA ของพื้นที่โครงการ โดยแบ่งเป็น 7 กลุ่มตามประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบปฏิบัติและแนวทางในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้ เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากร ธรรมชาติ และสุขภาพ ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2552 ดังนี้
- ผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่
- หน่วยงานที่รับผิดชอบจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ได้แก่ กรมทรัพยากรน้ำผู้เชี่ยวชาญทุกสาขาที่เกี่ยวข้อง และกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา
- หน่วยงานที่ทำหน้าที่พิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ได้แก่ สำนักวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ
- หน่วยงานราชการระดับจังหวัด ระดับอำเภอ และระดับท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง
- องค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม องค์กรพัฒนาเอกชน สถาบันการศึกษาภายในท้องถิ่นและในระดับ อุดมศึกษา และนักวิชาการอิสระ
- สื่อมวลชน
- ประชาชนทั่วไป
กลุ่มเป้าหมายข้างต้นมีองค์ประกอบและบทบาทตามลำดับขั้นตอนการศึกษา และกลุ่มเป้าหมายที่ได้วิเคราะห์เบื้องต้นเสนอในเอกสารฉบับนี้จะครอบคลุมทุกระดับ ตั้งแต่ระดับภูมิภาค/ท้องถิ่น/พื้นที่ รวมไปถึงระดับประชาชนและประชาคม ทั่วทั้งพื้นที่โครงการ
2.2 การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่
วัตถุประสงค์หลักของการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholder analysis) ก็เพื่อจะได้ทราบว่า ใคร กลุ่มไหนบ้างที่เป็นผู้มีส่วนได้เสียหลัก-รองหรือได้รับผลประโยชน์ ได้รับผลกระทบโดยตรงจากโครงการ หรือมีส่วนได้เสียกับโครงการในลักษณะอื่น ทราบถึงระดับของการสนับสนุนและต่อต้านโครงการ ทราบถึงจุดมุ่งหมายสำคัญที่จะสร้างความเข้าใจและพึงพอใจแก่ทุกกลุ่ม ทราบถึงวิธีการ สื่อ ห้วงเวลา และผู้รับผิดชอบที่จะเข้าไปดำเนินการ ทั้งนี้ เพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างโครงการและผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องอันจะนำไปสู่การบรรลุความสำเร็จของการพัฒนาโครงการที่มีการยอมรับของชุมชนในท้องถิ่น หน่วยงานอนุญาต และผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้เสียจึงมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการตั้งแต่เริ่มต้นเพื่อวางแผนการดำเนินการได้อย่างถูกต้องกับกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียต่างๆ ซึ่งในเบื้องต้นผู้มีส่วนได้เสียในระดับโครงการจึงต้องเป็นผู้ที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำ หรือเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ระดับลุ่มน้ำลงไปจนถึงระดับพื้นที่อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน โดยจะประกอบด้วยกลุ่มต่างๆ ดังนี้
- ผู้ได้รับผลกระทบ
(1) เป็นผู้ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการดำเนินโครงการทั้งในระยะก่อสร้างและระยะดำเนินการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบในระยะก่อสร้าง ดังนั้น จึงเป็นผู้ที่ทำกิน มีทรัพย์สิน ในพื้นที่ที่จะพัฒนาโครงการ
สำหรับกลุ่มผู้ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากโครงการนี้ สิ่งที่คำนึงถึงสูงสุด คือการที่โครงการจะต้องสร้างความเข้าใจอย่างถูกต้อง และการกำหนดมาตรการในการป้องกัน แก้ไข และติดตามตรวจสอบการปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ ที่ถูกต้อง ตรงไปตรงมา และเป็นธรรม ซึ่งหากมีการดำเนินการอย่างถูกต้องตามหลักการและครบถ้วนแล้วก็คาดว่าจะสามารถดำเนินโครงการได้ ดังนั้น ระดับของการต่อต้านและการสนับสนุนโครงการจึงอยู่ในระดับปานกลาง แต่หากไม่แล้ว ระดับของการต่อต้านโครงการจะสูง ซึ่งในทางตรงกันข้ามการสนับสนุนโครงการก็จะอยู่ในระดับต่ำไปด้วย
(2) เป็นผู้ที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากโครงการ ซึ่งเป็นผู้ที่มีที่ทำกินหรืออยู่อาศัยในพื้นที่ที่จะทำการกระจายน้ำไปถึง
สำหรับกลุ่มผู้ที่คาดว่าจะได้รับผลประโยชน์จากโครงการ คาดว่าระดับของการต่อต้านโครงการจะต่ำ และการสนับสนุนโครงการจะอยู่ในระดับสูง
- หน่วยงานที่ทำหน้าที่พิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม
หน่วยงานที่ทำหน้าที่พิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม คือ หน่วยงานตรวจสอบและอนุญาต ที่จะเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบและอนุญาต ในที่นี้จึงเป็นสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ที่โดยภารกิจหน้าที่แล้วจะเป็นผู้ตรวจสอบโครงการทางด้านสิ่งแวดล้อมและอนุญาต
สำหรับหน่วยงานตรวจสอบและอนุญาตนี้ สิ่งที่คำนึงถึงสูงสุดคือการที่โครงการไม่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรง หรือก่อให้เกิดผลกระทบแต่ต้องมีมาตรการในการป้องกัน แก้ไข และติดตามตรวจสอบการปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ ซึ่งหากมีการดำเนินการอย่างถูกต้องตามหลักการและครบถ้วนแล้วก็คาดว่าจะสามารถดำเนินโครงการได้ ดังนั้น ระดับของการต่อต้านและการสนับสนุนโครงการจึงอยู่ในระดับปานกลาง
- หน่วยงานราชการในระดับต่างๆ
หน่วยงานราชการในระดับต่างๆ เช่น หน่วยงานระดับจังหวัด และระดับลุ่มน้ำในพื้นที่โครงการ ที่จะเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยการเข้ามามีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลในประเด็นที่เกี่ยวกับจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และข้อจำกัด ทั้งนี้ รวมองค์กรจากภาคส่วนอื่นที่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ด้วย ประกอบด้วย คณะกรรมการลุ่มน้ำ คณะทำงานลุ่มน้ำระดับจังหวัด นักวิชาการจากสถาบันการศึกษาและสถาบันต่างๆ และผู้ทรงคุณวุฒิในพื้นที่
สำหรับหน่วยงานระดับจังหวัด และระดับลุ่มน้ำในพื้นที่โครงการ สิ่งที่คำนึงถึงสูงสุดคือการที่โครงการไม่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงภายในพื้นที่ที่รับผิดชอบอยู่ หรือก่อให้เกิดผลกระทบแต่ต้องมีมาตรการในการป้องกัน แก้ไข และติดตามตรวจสอบการปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ ซึ่งหากมีการดำเนินการอย่างถูกต้องตามหลักการและครบถ้วนแล้วก็คาดว่าจะสามารถดำเนินโครงการได้ ดังนั้น ระดับของการต่อต้านและการสนับสนุนโครงการจึงอยู่ในระดับปานกลาง
- องค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม องค์กรพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม องค์กรพัฒนาเอกชน สถาบัน การศึกษาภายในท้องถิ่น และในระดับอุดมศึกษา และนักวิชาการอิสระ
องค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม องค์กรพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม องค์กรพัฒนาเอกชนสถาบันการศึกษาภายในท้องถิ่น และในระดับอุดมศึกษา และนักวิชาการอิสระ เช่น นักวิชาการอิสระ เครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีสาน สถาบันการศึกษาในพื้นที่นอกจากกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียต่อโครงการทั้ง 4 กลุ่มแล้ว ยังมีกลุ่มที่เข้าร่วมสังเกตการณ์และให้ข้อคิดเห็นต่อการพัฒนาโครงการได้เช่นกัน คือ กลุ่มสื่อมวลชน และกลุ่มประชาชนทั่วไป
2.3 แผนการดำเนินงาน
การดำเนินงานประชาสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมโครงการในช่วงการศึกษาความเหมาะสมโครงการ EIA, HIA และ SIA จะเริ่มเตรียมการในเดือนที่ 2 (เมษายน 2554) จนกระทั่งถึงเดือนที่ 15 (พฤษภาคม 2555) ระยะเวลาดำเนินการทั้งสิ้น 450 วัน (21 กุมภาพันธ์ 2554 ถึง 15 พฤษภาคม 2555) โดยในระหว่างที่มีการศึกษาโครงการ จะจัดให้มีการแถลงข่าวโครงการจำนวน 3 ครั้ง และจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ประกอบด้วย การประชุมปฐมนิเทศโครงการ (Public Scoping) การประชุมกลุ่มย่อยจำนวน 2 ครั้ง และการประชุมปัจฉิมนิเทศโครงการ (Public Review)
การประชาสัมพันธ์ในระหว่างการศึกษาโครงการ จะดำเนินการทั้งในขั้นการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ และในขั้นการศึกษาความเหมาะสม โดยจะทำการประชาสัมพันธ์โครงการผ่านสื่อ ได้แก่ สื่อโทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อวิทยุ สื่อออนไลน์ สื่อโฆษณากลางแจ้ง และสื่อมวลชนสัญจร เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ รับทราบโครงการและเกิดความเข้าใจการดำเนินงานโครงการอย่างถูกต้องและต่อเนื่อง รวมทั้งเพื่อให้การดำเนินงานโครงการได้รับเกิดการ ยอมรับ ความร่วมมือ ทัศนคติที่ดีต่อโครงการฯ และได้รับการสนับสนุนจากองค์กรต่างๆ และประชาชนในทุกระดับ
3. วิธีการศึกษา
3.1 การประชุมปฐมนิเทศโครงการ
เป็นการประชุมเพื่อกำหนดแนวทางและขอบเขตการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โดยดำเนินการประชุมในระดับพื้นที่
1) วัตถุประสงค์ :
- เพื่อกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
- เพื่อให้ประชาชน ผู้มีส่วนได้เสีย องค์กรอิสระและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วมในการนำเสนอประเด็นข้อวิตกกังวลและแนวทางในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ รวมทั้งผลกระทบด้านสังคม
- เพื่อให้เป็นไปตามประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบปฏิบัติและแนวทางในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2552 ซึ่งเป็นการปรับปรุงแนวทางการจัดทำรายงานฯ ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 67 วรรค 2
- เพื่อประมวลวิเคราะห์มิติและระดับความขัดแย้ง
2) การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย : ประกอบด้วย
- ผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่
- หน่วยงานที่รับผิดชอบจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ได้แก่ กรมทรัพยากรน้ำ ผู้เชี่ยวชาญทุกสาขาที่เกี่ยวข้อง และกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา
- หน่วยงานที่ทำหน้าที่พิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ได้แก่ สำนักวิเคราะห์ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ
- หน่วยงานราชการระดับจังหวัด ระดับอำเภอ และระดับท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง
- องค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม องค์กรพัฒนาเอกชน สถาบันการศึกษาภายในท้องถิ่นและในระดับอุดมศึกษา และนักวิชาการอิสระ
- สื่อมวลชน
- ประชาชนทั่วไป
3) วิธีดำเนินการ:
- การเตรียมการประชุม เช่น สถานที่ วิทยากร เอกสารประกอบการประชุม แผ่นพับ Power Point ประกอบการบรรยาย บอร์ดนิทรรศการและอุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงาน ฯลฯ
- จัดการประชุมระดับพื้นที่ ประกอบด้วย
(2.1) การบรรยาย มีเนื้อหาสาระตามเอกสารประกอบ คือ ภาพรวมโครงการ วัตถุประสงค์ ลักษณะองค์ประกอบ ขอบเขตงาน พื้นที่วิธีดำเนินการ ระยะเวลาดำเนินการ และขอบเขต/แนวทางการดำเนินการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
(2.2) การรับฟังความคิดเห็น
- การประเมินผล จากแบบแสดงความคิดเห็น
- การวิเคราะห์ สรุปผลการประชุม และจัดทำรายงาน
4) ผลลัพธ์ที่คาดหวัง: กลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมการประชุมโดยเฉพาะกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบได้มีส่วนร่วมในการนำเสนอข้อวิตกกังวลและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ได้รับทราบแนวทางการการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาโครงการ ซึ่งคณะผู้ศึกษาจะทำการประเมินผลและวิเคราะห์ข้อคิดเห็นในการประชุมและจากแบบแสดงความคิดเห็น แล้วประมวลรายงานผลให้กรมทรัพยากรน้ำได้ทราบภายใน 2 สัปดาห์ และกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาจะนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ ไปทบทวนและประเมินสาระสำคัญ/สารประโยชน์เข้าสู่กระบวนการศึกษาโครงการต่อไป
3.2 การประชุมกลุ่มย่อย ครั้งที่ 1
เป็นการประชุมเพื่อสำรวจและรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานโครงการ รายงาน ขอบเขต ภารกิจโครงการ การศึกษาความเหมาะสม EIA HIA และ SIA และความก้าวหน้าของการทบทวน ตรวจสอบข้อมูล โดยดำเนินการจัดประชุมแบ่งเป็นกลุ่มเวทีย่อย กระจายครอบคลุมพื้นที่ ทั้งนี้จำนวนกลุ่มเวที ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและการวางโครงการ เช่น สภาพพื้นที่ ความสะดวกและการเดินทางของผู้เข้าร่วมประชุม เป็นต้น
1) วัตถุประสงค์:
(1) เพื่อรายงานความเป็นมาวัตถุประสงค์ ขอบเขต และผลการศึกษาเบื้องต้นของ FS, EIA, HIA และ SIA
(2) รับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ ที่มีต่อการศึกษา FS, EIA, HIA และ SIA
2) กลุ่มเป้าหมาย: กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ กลุ่มผู้นำชุมชน กลุ่มผู้ใช้น้ำ ผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ และสื่อมวลชนท้องถิ่น
3) วิธีดำเนินการ:
(1) การเตรียมการประชุม เช่น สถานที่ วิทยากร เอกสารประกอบการประชุม แผ่นพับ Power Point ประกอบการบรรยายและแบบแสดงความคิดเห็น และอุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงาน ฯลฯ
(2) จัดการประชุมในระดับพื้นที่ มีกิจกรรมคือ
(2.1) การบรรยาย มีเนื้อหาตามเอกสารประกอบ
(2.2) การระดมความคิดเห็น
(3) การประเมินผล จากแบบแสดงความคิดเห็น
(4) การวิเคราะห์ สรุปผลการประชุม และจัดทำรายงาน
4) ผลลัพธ์ที่คาดหวัง: ผู้เข้าร่วมประชุมรับทราบความเป็นมา สาระสำคัญของการศึกษา FS, EIA, HIA และ SIA ความก้าวหน้าการดำเนินโครงการ มีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลระดับพื้นที่ แสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาโครงการระยะต่อไป
3.3 การประชุมกลุ่มย่อย ครั้งที่ 2
เป็นการประชุมที่ต่อเนื่องจากการประชุมฯ ครั้งที่ 1 ซึ่งการจัดการประชุมครั้งที่ 2 เป็นไปในลักษณะเดียวกัน พื้นที่เดียวกัน กลุ่มเป้าหมายเดียวกันกับการประชุมกลุ่มย่อย ครั้งที่ 1 มีสาระสำคัญที่แตกต่างคือการประชุมครั้งที่ 2 จัดขึ้นเพื่อรายงานความก้าวหน้าของการศึกษา FS, EIA, HIA และ SIA เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่
1) วัตถุประสงค์:
(1) เพื่อรายงานผลความก้าวหน้าของการศึกษา
(2) เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่
2) กลุ่มเป้าหมาย: กลุ่มเดียวกับที่เชิญเข้าร่วมประชุมระดับชุมชนและประชาคม ครั้งที่ 1
3) วิธีดำเนินการ:
(1) การเตรียมการประชุม เช่น สถานที่ วิทยากร เอกสารประกอบการประชุม แผ่นพับ Power Point ประกอบการบรรยาย แบบสอบถาม และอุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงาน ฯลฯ
(2) จัดการประชุมในพื้นที่ มีกิจกรรมคือ
(2.1) การบรรยาย มีเนื้อหาตามเอกสารประกอบ
(2.2) การระดมความคิดเห็น
(3) การประเมินผล จากแบบแสดงความคิดเห็น
(4) การวิเคราะห์ สรุปผลการประชุม และจัดทำรายงาน
4) ผลลัพธ์ที่คาดหวัง: ผู้เข้าร่วมประชุมรับทราบความก้าวหน้าการดำเนินโครงการ มีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลระดับพื้นที่ แสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาโครงการระยะต่อไป
3.4 ประชุมปัจฉิมนิเทศโครงการ
เป็นการประชุมเพื่อทบทวนร่างรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพโดยดำเนินการประชุมในพื้นที่
1) วัตถุประสงค์:
(1) เพื่อนำเสนอร่างรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพต่อสาธารณชน
(2) เพื่อให้ประชาชน ผู้มีส่วนได้เสีย องค์กรอิสระและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้ตรวจสอบความถูกต้อง และความครบถ้วนสมบูรณ์ของร่างรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมฯ รวมถึงนำเสนอข้อมูล ข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็นเพิ่มเติมต่อร่างรายงานฯ
(3) เพื่อให้เป็นไปตามประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบปฏิบัติและแนวทางในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2552 ซึ่งเป็นการปรับปรุงแนวทางการจัดทำรายงานฯ ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 67 วรรค 2
2) การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย: ประกอบด้วย
- ผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่
- หน่วยงานที่รับผิดชอบจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ได้แก่ กรมทรัพยากรน้ำผู้เชี่ยวชาญทุกสาขาที่เกี่ยวข้อง และกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา
- หน่วยงานที่ทำหน้าที่พิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ได้แก่ สำนักวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ
- หน่วยงานราชการระดับจังหวัด ระดับอำเภอ และระดับท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง
- องค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม องค์กรพัฒนาเอกชน สถาบันการศึกษาภายในท้องถิ่นและในระดับอุดมศึกษา และนักวิชาการอิสระ
- สื่อมวลชน
- ประชาชนทั่วไป
3) วิธีดำเนินการ:
(1) การเตรียมการประชุม เช่น สถานที่ วิทยากร เอกสารประกอบการประชุม แผ่นพับ Power Point ประกอบการบรรยาย บอร์ดนิทรรศการและอุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงาน ฯลฯ
(2) จัดการประชุมในพื้นที่ ประกอบด้วย
(2.1) การบรรยาย มีเนื้อหาสาระตามเอกสารประกอบ คือ ภาพรวมโครงการ วัตถุประสงค์ ลักษณะองค์ประกอบ ขอบเขตงาน พื้นที่วิธีดำเนินการ ระยะเวลาดำเนินการ และขอบเขต/แนวทางการดำเนินการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
(2.2) การรับฟังความคิดเห็น
(3) การประเมินผล จากแบบแสดงความคิดเห็น
(4) การวิเคราะห์ สรุปผลการประชุม และจัดทำรายงาน
4) ผลลัพธ์ที่คาดหวัง: กลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมการประชุมโดยเฉพาะกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบได้มีส่วนร่วมในการทบทวนร่างรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเพื่อการปรับปรุงรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมฯ และกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาจะนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ ไปทบทวนและปรับปรุงรายงานและนำเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป