รายละเอียดการศึกษาด้าน HIA

รายละเอียดการศึกษาด้าน HIA

ขั้นตอนการศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพ

ในการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA) จะดำเนินการควบคู่ไปกับการศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA) ซึ่งกลุ่มที่ปรึกษาจะทำการประเมินผลกระทบ ในลักษณะองค์รวม กล่าวคือ จะนำข้อมูลสภาพแวดล้อมด้านทรัพยากรสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมทางชีวภาพ คุณค่าการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ และคุณค่าต่อคุณภาพชีวิต ของพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพมาใช้ในการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ

ซึ่งการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพของโครงการระบบเครือข่ายน้ำ ดำเนินการตามแนวทางการประเมินผลกระทบทางสุขภาพในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ธันวาคม 2552) และแนวทางการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพจากโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (เมษายน 2553) ประกอบด้วย 5 ขั้นตอนโดยมีรายละเอียดดังนี้

1) การกลั่นกรองประเด็นด้านสุขภาพ (Screening) มีหลักในการพิจารณาว่าการดำเนินกิจกรรมของโครงการมีปัจจัยหรือสิ่งคุกคามใดๆ จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนหรือไม่ ซึ่งต้องทำการศึกษาในรายละเอียดของโครงการ ประกอบด้วย
  1. หลักการและเหตุผล วัตถุประสงค์ และเป้าหมายของโครงการ
  2. ข้อมูลด้านวิศวกรรมของโครงการ เช่น ประเภทโครงการ ลักษณะอาคารประกอบ ความสามารถในการเก็บกักน้ำ ระบบชลประทาน วัสดุในการก่อสร้าง และการขนส่ง เป็นต้น
  3. ระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการและบริการ ได้แก่ ระบบประปา ระบบไฟฟ้า การจัดการขยะมูลฝอย น้ำเสีย ฝุ่นละออง เสียง และการสั่นสะเทือน เป็นต้น โดยแสดงปัจจัยที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ (Hazard Identification)
  4. ขั้นตอนการดำเนินโครงการ ได้แก่ ระยะก่อนการก่อสร้าง ระยะก่อสร้าง และระยะดำเนินการ ซึ่งในแต่ละขั้นตอนอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพที่แตกต่างกัน
  5. บุคคลที่จะได้รับผลกระทบ ได้แก่ คนงานก่อสร้างและประชาชนในพื้นที่โครงการ เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก และสตรี เป็นต้น
  6. ผลกระทบที่เกิดขึ้น พิจารณาผลกระทบทางกายภาพ คุณภาพชีวิต และการบริการด้านสุขภาพและอาชีวอนามัย
2) การกำหนดขอบเขตของการศึกษา (Scoping) จะดำเนินการต่อเนื่องจากการกลั่นกรองประเด็นด้านสุขภาพ (Screening) โดยเป็นขั้นตอนของการวางแผนการศึกษาซึ่งพิจารณานัยสำคัญที่จะทำให้ปัจจัยกำหนดสุขภาพ (Health Determinants) ด้านต่างๆ เปลี่ยนแปลงได้แก่ ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ปัจจัยด้านสังคม ปัจจัยด้านบริการสาธารณสุขและโรคที่สัมพันธ์กับน้ำ ตลอดจนเป็นการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่จะศึกษา ระยะเวลาการศึกษา พื้นที่ศึกษา และแนวทางการศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพของโครงการ



3) การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (Appraisal) เป็นการคาดการณ์/แจกแจงลักษณะของผลกระทบต่อสุขภาพทั้งทางบวกและทางลบที่เกิดขึ้นจากโครงการ โดยทำการบ่งชี้โอกาส (พิจารณาจากพื้นที่เป็นแหล่งรังโรคหรือมีพาหะนำโรค กิจกรรมของโครงการที่เอื้อต่อการเกิดโรคและกลุ่มเสี่ยง/กลุ่มที่ไวต่อการรับสัมผัส) ระดับความรุนแรงของผลกระทบ (พิจารณาบนสมมติฐานในสถานการณ์เลวร้ายที่สุดในประเด็นของโรคนำโดยแมลง สุขภาพจิต ภาวะโภชนาการ พิษจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช โรคเลปโตสไปโรซิส และหนอนพยาธิ) จัดลำดับความสำคัญของปัญหา และกำหนดมาตรฐานในการลดผลกระทบ โดยนำเข้าข้อมูลสถานะทางสุขภาพมาเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานด้านสุขภาพในระดับจังหวัด/ระดับประเทศหรือองค์การอนามัยโลก (World Health Organization, WHO)

4) การจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (Report and Recommendation) ประกอบด้วย การจัดทำมาตรการป้องกันและลดผลกระทบต่อสุขภาพ มาตรการส่งเสริมสุขภาพ มาตรการชดเชยผลกระทบ และแผนรองรับกรณีฉุกเฉิน

5) การติดตามประเมินผล (Monitoring and Evaluation) ประกอบด้วย แผนปฏิบัติการติดตามตรวจสอบในระยะก่อสร้างและระยะดำเนินการโครงการ โดยในการติดตามตรวจสอบจะอาศัยการมีส่วนร่วมและความร่วมมือของกรมทรัพยากรน้ำ ประชาชนกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่โครงการ ผู้เชี่ยวชาญสถาบันการศึกษา และหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ โดยในแผนปฏิบัติการติดตามตรวจสอบจะกำหนดดัชนีหรือตัวชี้วัด ได้แก่ ปัจจัยกำหนดสุขภาพหรือสิ่งคุกคามสุขภาพ และสถานะสุขภาพหรือประเด็นผลกระทบต่อสุขภาพ

ประเด็นการศึกษาสิ่งคุกคามสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นจากการพัฒนาโครงการ

สิ่งคุกคามสุขภาพ
ประเด็นการศึกษา
1. สิ่งคุกคามทางกายภาพ
  • ฝุ่นละออง เสียง ความสั่นสะเทือน จากการก่อสร้างและดำเนินโครงการ
2. สิ่งคุกคามทางเคมี
  • สารพิษ โลหะหนัก สารป้องกันและกำจัดศัตรูพืช และปุ๋ย
3. สิ่งคุกคามทางชีวภาพ
  • ด้านปรสิต (โรคพยาธิใบไม้ในตับ โรคพยาธิใบไม้เลือด โรคพยาธิใบไม้ลำไส้)
  • ด้านแบคทีเรียและโรคจากแบคทีเรีย (โรคอหิวาตกโรค โรคไทฟอยด์ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน โรคเลปโตสไปโรซิส โรคบิดบาซิลลารีหรือบิดไม่มีตัว โรคอาหารเป็นพิษ โรคไข้เอ็นเทอริค)
  • ด้านโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส (โรคไข้เลือดออก โรคเอดส์ โรคไวรัสตับอักเสบ เอ โรคไข้สมองอักเสบจากเชื้อไวรัสเจแปนนิส บี โรคตาแดง โรคไข้หวัดนก โรคไข้ปวดข้อ ชิคุนกุนยา)
  • ด้านโปรโตซัวและโรคที่เกิดจากเชื้อโปรโตซัวในโลหิต (โรคมาลาเรีย โรคบิดอมีบิคหรือบิดมีตัว โรคเท้าช้าง)
  • ด้านพาหะนำโรค (ยุง หอย ปลา หนู)
4. สิ่งคุกคามทางสังคม
  • การเกิดปัญหาอาชญากรรม
  • การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม
  • การระบาดของยาเสพติด
5. สิ่งคุกคามทางการยศาสตร์
  • โรคจากการประกอบอาชีพที่มีการใช้กำลังแรงงาน มีผลกระทบต่อการเจ็บป่วย ความพิการและส่งผลต่อสุขภาพจิต
6. ด้านสิ่งคุกคามต่อจิตใจและสุขภาพจิต
  • ความวิตกกังวล ความเครียดจากการได้รับผลกระทบจากการพัฒนาโครงการ เช่น จากการสูญเสียที่ดิน สูญเสียที่ทำกิน และเหตุรำคาญต่างๆ จากการดำเนินโครงการ
  • ศึกษาจำนวนผู้ป่วยโรคจิต โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า
7. ด้านสุขภาพอนามัยทั่วไป
  • ตรวจสุขภาพทั่วไป (Physical Examination) ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะประชาชนในกลุ่มเสี่ยง (วัยทำงาน สตรี คนชรา)
8. ด้าน ภาวะโภชนาการ
  • ข้อมูลภาวะโภชนาการในกลุ่มวัยต่างๆ ได้แก่ กลุ่มเด็กทารกและกลุ่มเด็กวัยก่อนเรียนกลุ่มเด็กวัยเรียน กลุ่มวัยทำงาน กลุ่มผู้สูงอายุ
9. ด้านการบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข
  • สถานบริการทางสาธารณสุข (โรงพยาบาล โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลศูนย์บริการสาธารณสุข)
  • บุคลากรทางสาธารณสุข (แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาลวิชาชีพ)
10. ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม
  • สภาพอนามัยสิ่งแวดล้อมระดับหมู่บ้าน/ตำบล ได้แก่ แหล่งน้ำใช้ น้ำเสีย ขยะมูลฝอยการกำจัดอุจจาระ สภาพที่อยู่อาศัย
11. ด้านประชากรศาสตร์
  • จำนวนประชากรและปิระมิดประชากรจำแนกตามเพศและกลุ่มอายุ
  • สถิติชีพ ได้แก่อัตราการเกิดมีชีพการตาย การเพิ่มประชากร ทารกตายและมารดาตาย



ร่างรายงานฉบับสุดท้าย งานศึกษาประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (Health Impact Assessment: HIA)
  1. ห้วยน้ำโสม
  2. ห้วยน้ำโมง
  3. ห้วยน้ำสวย
  4. ห้วยหลวง
  5. ลำพะเนียง
  6. เหนือเขื่อนอุบลรัตน์
  7. น้ำเชิญ – น้ำพรม
  8. ท้ายเขื่อนอุบลรัตน์ ฝั่งซ้าย
  9. ท้ายเขื่อนอุบลรัตน์ ฝั่งขวา
  1. ลำปาวตอนบน
  2. ห้วยสายบาตร
  3. ลำปาวฝั่งขวา
  4. ลำปาวฝั่งซ้าย
  5. น้ำสงครามตอนบน
  6. น้ำสงครามตอนกลาง
  7. น้ำสงครามตอนล่าง
  8. น้ำยาม
  9. น้ำอูน
  10. ริมแม่น้ำโขง